Sunday, 29 January 2023

เรื่องของสฟิงซ์ในตำนานอียิปต์

06 Dec 2022
46

เรื่องของสฟิงซ์ในตำนานอียิปต์

อียิปต์โบราณมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่อาจมีความหมายแฝงที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความตาย หรือเพียงแค่การบูชา สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นในการก่อสร้างเช่นเดียวกับในวัตถุมากมาย หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ สฟิงซ์อียิปต์ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนต้องเคยสงสัยกันอยู่ไม่น้อยว่า รูปปั้นที่เรียงราว หรือบางจุดก็ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าพีระมิดในแถบประเทศอียิปต์ หรือสถานที่อื่นๆ ว่า “สฟิงซ์” นั้นเป็นสัตว์ชนิดใด มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และทำไมถึงมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเจ้าแมวเหมียวไร้ขน ที่มีสายพันธุ์ สฟิงซ์ วันนี้ iqnect จะพามารู้จักและหาคำตอบกันครับ

ร่างกายเป็นสิงโต

เรื่องของสฟิงซ์ในตำนานอียิปต์

สฟิงซ์นั้นถือเป็นอสูรกายในปกรณ์นํากรีกเป็นสัตว์ประหลาดในตํานานเฮยคุกวิทยาและยังมีตํานานของชนชาติอื่นด้วย แต่มีลักษณะที่ต่างกันออกไป แต่หัวเป็นสิงโตเหมือนกัน ในตํานานกรีกมีใบหน้าและช่วงอกเป็นหญิงสาว มีปีกเหมือนนกอินทรีย์ และสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ส่วนสฟิงซ์ของอียิปต์โบราณ ไม่มีปีก มีหน้าเป็นมนุษย์ผู้ชาย และยังมีแบบที่มีหัวเป็นแกะ และหัวเป็นเหยี่ยวอีกด้วย ในตํานานเล่าว่า สฟิงซ์คือรูปเหมือนขนาดใหญ่กว่าร่างจริงสองเท่าของฮาร์มาคิส เทพแห่งรุ่งอรุณที่มีรูปร่างเป็นสิงโตและมีศีรษะเป็นมนุษย์สฟิงซ์เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและสติปัญญา ชาวอียิปต์สร้างรูปปั้นสฟิงซ์เพื่อปกป้อง คุ้มครองคอยขจัดวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารบกวน เพราะพีระมิดนั้นเป็นสุสานของฟาโรห์ อีกทั้งยังคอยปกป้องสมบัติภายในมหาพีระมิดอีกด้วย

องครักษ์พิทักษ์ทรัพย์

เรื่องของสฟิงซ์ในตำนานอียิปต์

สฟิงซ์นั้นมีนิสัยใจคอที่โหดร้าย เมื่อไหร่ที่มีเหยื่อหลงเข้ามาในบริเวณการดูแล สฟิงซ์ก็จะถามคําถามและถ้าเหยื่อตอบคําถามไม่ถูกก็จะถูกฆ่าทิ้ง ไม่มีสัจจะในวาจา ชอบทรยศหักหลัง ก้าวร้าวรุนแรงและกระหายเลือด อีกทั้งชอบกินคนเป็นอาหารอีกด้วยแต่ถ้าหากเหยื่อเกิดตอบคําถามถูกหรือหนีรอดไปได้ สฟิงซ์จะทิ้งตัวกระแทกพื้นด้วยความโกรธเปรี้ยวจนตายไปเอง ซึ่งตามตํานานเล่าว่า เคยเกิดเหตุการณ์ที่สฟิงซ์รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้แพ้จากการตั้งคําถามที่เรียกกันว่าปัญหาของตัวสฟิงซ์กับเอดิปุส แห่งเมืองโกลิน เพื่อจะมายังเมืองทีบีส จนถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บใจโอ๋บินขึ้นไปบนฟ้าแล้วทิ้งตัวดิ่งลงฆ่าตัวตายในทะเล

มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า สฟิงซ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด

เรื่องของสฟิงซ์ในตำนานอียิปต์

ชาวอียิปต์โบราณแกะสลักหินเป็นรูปสปริงไว้เป็นจํานวนมาก แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือมหาสฟิงซ์แห่งกีซ่า มหาสฟิงซ์แห่งกีซ่าเป็นรูปสฟิงซ์แกะสลักด้วยหินขนาดใหญ่ยักษ์อายุสี่พันห้าร้อยปี ตั้งอยู่ใกล้มหาพีระมิดในเมืองกีซ่าประเทศอียิปต์ มหาชาวฟิงซ์แห่งกีซ่านั้นมีความยาวสองร้อยสี่สิบฟุตและสูงหกสิบหกฟุตเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตภัณฑ์ของสฟิงซ์ในอียิปต์จะถูกเรียกว่าแอนโดสสฟิงซ์ โดยมีตัวเป็นสิงโตและมีหัวเป็นมนุษย์อยู่ในท่านอนเฝ้าอยู่ใกล้ใกล้กับพีระมิดคาเฟร โครงสร้างก่อหินภายในมหาสพริงส์กีซ่าก่อตัวสูงขึ้นจากด้านทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก กล่าวจากส่วนนอกไปยังส่วนหลัง แล้วลาดลงจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ ดังนั้นมหาสฟิงซ์กีซ่าจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับทิศทางตําแหน่งของมหาพันธมิตรคาเฟ

การสลักใบหน้า คือความศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าเทพเจ้า

เรื่องของสฟิงซ์ในตำนานอียิปต์

นักโบราณคดีเชื่อกันว่ามหาสฟิงซ์แห่งกีซ่านั้นเป็นเสมือนอนุสาวรีย์ของฟาโรห์หรือ pharaoh kefre ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่สี่คือผู้ที่สร้างพีระมิดคาเฟ เมื่อประมาณสองพันหกร้อยปีก่อนนั้นมีสัญลักษณ์ของฟาโร่อียิปต์ ที่แสดงเอาไว้อย่างชัดเจนคือมีเคราที่คางมีงูจงอางแผ่แม่เบี้ยที่หน้าผากและยังมีเครื่องประดับรัดเกล้าแบบฟาโรห์ประกอบเข้ากับผ้าคลุมศีรษะและคออีกด้วย จึงถือว่ามหาจักรพรรดิแห่งนี้เป็นอนุสาวรีย์แกะสลักที่เก่าแก่ที่สุดอย่างที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้รู้จัก อียิปต์โบราณถือกันว่าสฟิงซ์เป็นผู้พิทักษ์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นร่างที่จําแลงภาคหนึ่งของเทพเจ้า การที่ฟาโรห์คาเฟรให้แกะสลักใบหน้าสฟิงซ์เป็นใบหน้าของพระองค์ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์เปรียบดังเทพเจ้านั่นเอง ถือเป็นสิ่งที่งดงามเป็นอย่างมากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างเดินทางมาทัวร์อียิปต์ก็ได้ชมสฟิงซ์ที่มีความใหญ่โตอลังการและงดงามเป็นอย่างมาก

ปริศนากับจมูกที่หายไป

เรื่องของสฟิงซ์ในตำนานอียิปต์

ปัจจุบันใบหน้ามาจะฟิงซ์ถูกทําลายจนแทบสังเกตรายละเอียดไม่ออก เนื่องจากการถูกทําลายโดยการสึกกร่อนตามธรรมชาติสาเหตุแรกสุดก็จะหนีไม่พ้นเรื่องราวของการละเวลา เพราะลูกสลักของชาวอียิปต์โบราณนั้น มักจะสลักขึ้นมาจากหินบ้างก็ใช้หินทรายบ้างก็ใช้หินปูน เมื่อรูปสลักเหล่านั้นผ่านแดดผ่านฝนผ่านสภาพอากาศอันสุดโต่งของอียิปต์ที่มีทั้งลมและพายุทรายมาหลายร้อยหลายพันปีก็ต้องเสื่อมสภาพไป ซึ่งความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นจากการถูกทําลายโดยการสึกกร่อนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เพราะว่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อนนักเดินทางยุคดึกดําบรรพ์ต่อหลายท่านที่ได้เข้ามาชมรูปสลักเหล่านี้ ก็ต้องมีการลูบๆคลําๆกันบ้างประกอบกับคุณสมบัติของหินบางชนิดที่เปราะและแตกหักง่ายอยู่แล้ว

นั่นยิ่งทําให้รูปสลักเสียโฉมได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแขนและขาของรูปสลักที่มักจะแตกหักเสียหายไปก่อนเท่านั้นยังไม่พอก็ยังมีคํากล่าวขานกันว่า เกิดจากทหารของนโปเลียนที่มาอียิปต์ช่วงทศวรรษที่สิบแปดใช้ใบหน้าของมหาสฟิงซ์เป็นเป้าซ้อมยิงปืนใหญ่อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าส่วนของจมูกที่ยื่นออกมาจากบริเวณใบหน้าก็อาจจะเป็นส่วนที่เสียหายได้ง่ายกว่าส่วนอื่น จากหลักฐานภาพวาดเก่าแก่เมื่อสี่ร้อยปีก่อน พบว่าจมูกของมหาสฟิงซ์ชํารุดตั้งแต่สมัยดังกล่าวแล้วและมีบันทึกของอาหรับว่า ใบหน้าจะสฟิงซ์ถูกทําลายด้วยฝีมือของกลุ่มชาวอาหรับบางกลุ่มเพียงเพราะมีความเชื่อว่าเป็นรูปจําลองอัปมงคลของพวกนอกรีด

สนับสนุนการจัดทำโดย ufalove


2 × 1 =